“ดร.บุญทรัพย์” ชู 7 นโยบาย ชิงเก้าอี้อธิการบดี มรภ.เพชรบูรณ์ ลั่นพัฒนาคน ยกระดับมหาวิทยาลัย เชื่อมท้องถิ่นสู่สากล



” ดร.บุญทรัพย์” ชู 7 นโยบาย ชิงเก้าอี้อธิการบดี มรภ.เพชรบูรณ์ ลั่นพัฒนาคน ยกระดับมหาวิทยาลัย เชื่อมท้องถิ่นสู่สากล

ดร.บุญทรัพย์ พานิชการ ผู้สมัครอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ หมายเลข 7 เปิดแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการบริหารมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวทาง “พัฒนาคน ยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัย สร้างโอกาส เชื่อมโยงท้องถิ่นสู่สากล” มุ่งให้นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง พร้อมใช้ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ เป็นพลังขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยและการพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.บุญทรัพย์ กล่าวว่า แนวทางการบริหารมหาวิทยาลัยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการบริหารงานให้เป็นไปตามระบบ แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักศึกษาได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเอง บุคลากรได้รับการส่งเสริมศักยภาพ และมหาวิทยาลัยสามารถตอบโจทย์สังคมและท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย มี 7 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย







1. นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง มุ่งยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ พัฒนาทักษะแห่งอนาคต ทั้งภาษาอังกฤษ การใช้ AI และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสู่โลกการทำงานและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

2. สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เข้าถึงได้มากขึ้น พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้ง Online/Hybrid, Credit Bank และ Micro-Credentials เพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และใช้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่พัฒนาศักยภาพ

3. ใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมพัฒนาท้องถิ่น เชื่อมโยงงานวิจัย การบริการวิชาการ และนวัตกรรม เข้ากับปัญหาและความต้องการของพื้นที่ โดยมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

4. สร้างความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ยกระดับการสื่อสารองค์กรให้เป็นเอกภาพ สื่อสารเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัล พร้อมสร้างความร่วมมือกับนักศึกษา บุคลากร ศิษย์เก่า และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจในความเป็นราชภัฏ

5. บริหารมหาวิทยาลัยด้วยธรรมาภิบาล เทคโนโลยี และข้อมูล มุ่งสู่ระบบบริหารที่โปร่งใส คล่องตัว ลดขั้นตอนการทำงาน และนำระบบดิจิทัล ฐานข้อมูล รวมถึง AI มาใช้สนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อให้ทุกหน่วยงานทำงานเชื่อมโยงกันและมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน

6. ขยายเครือข่ายความร่วมมือและยกระดับสู่สากล สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ โดยเน้นความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านหลักสูตร การวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาสมรรถนะสู่ระดับสากล

7. พัฒนาบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความเป็นเลิศ ส่งเสริมให้บุคลากรทุกสายงานมีศักยภาพสูง มีโอกาสพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลที่เป็นธรรม และสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ดร.บุญทรัพย์ กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญว่า ต้องการเห็นมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์เป็นมหาวิทยาลัยที่ “คนอยากเรียน คนอยากทำงาน ชุมชนอยากร่วมมือ และภาคีเครือข่ายเชื่อมั่น” พร้อมก้าวจากมหาวิทยาลัยที่เพียงปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถนำการเปลี่ยนแปลงด้วยพลังของนักศึกษา บุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ

“สิ่งสำคัญที่สุด คือการทำให้ทุกการพัฒนาของมหาวิทยาลัย กลับไปสร้างคุณค่าให้กับนักศึกษา บุคลากร ชุมชน ท้องถิ่น และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.บุญทรัพย์ กล่าว

สื่อเพชรบูรณ์ โต้กลับเพจดัง! ออกแถลงการณ์ ฉบับ 2 แจงตรวจไม่พบ "นักข่าวขอทาน" ยันทำหน้าที่ด้วยจริยธรรม


 สื่อเพชรบูรณ์ โต้กลับเพจดัง! ออกแถลงการณ์ ฉบับ 2 แจงตรวจไม่พบ "นักข่าวขอทาน" ยันทำหน้าที่ด้วยจริยธรรม

​องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2/2569 ชี้แจงผลการตรวจสอบกรณีเพจออนไลน์ "ครัวลุงโทนี่" กล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในพื้นที่ด้วยถ้อยคำรุนแรง เช่น "นักข่าวขอทาน" และ "นักข่าวรีดไถ" ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และศักดิ์ศรีของสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต  

​แถลงการณ์ดังกล่าวลงวันที่ 21 กันยายน 2569 ร่วมออกโดยองค์กรสื่อในจังหวัด อาทิ สมาคมเครือข่ายนักสื่อสารชุมชน, สมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนภูมิภาค, สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์จังหวัดเพชรบูรณ์, สมาพันธ์สื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์, สมาคมนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ และสมาพันธ์สื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีสาระสำคัญ 5 ข้อ ดังนี้:  

​1. ไร้การตอบกลับจากผู้กล่าวหา: หลังพ้นกำหนดระยะเวลาที่ให้เพจ "ครัวลุงโทนี่" ชี้แจงและส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับสื่อมวลชนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว พบว่าไม่มีการติดต่อกลับ หรือส่งหลักฐานที่ตรวจสอบได้แต่อย่างใด  

​2. ผลการตรวจสอบภายในไม่พบความผิด: จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงสมาชิกภายในองค์กรอย่างเข้มงวด ไม่พบสื่อมวลชนที่มีพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบตามที่ถูกกล่าวหา และยืนยันว่าบุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  

​3. จี้ผู้สร้างคอนเทนต์รับผิดชอบ: เรียกร้องให้ผู้สร้างเนื้อหาบนโลกออนไลน์ปฏิบัติหน้าที่นำเสนอข้อมูลด้วยความระมัดระวัง ยึดมั่นในข้อเท็จจริง และไม่บิดเบือนข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตน  

​4. สนับสนุนกระบวนการทางกฎหมาย: ยืนยันใช้กระบวนการทางกฎหมายร่วมกับหลักจรรยาบรรณ แก้ไขปัญหาพิพาทแทนการกล่าวหาลอยๆ เพื่อป้องกันความแตกแยก  

​5. ย้ำเจตนารมณ์ "หมาเฝ้าบ้าน": ยืนยันบทบาทการทำหน้าที่ตรวจสอบสังคมด้วยความโปร่งใสและตรงไปตรงมา พร้อมรับการตรวจสอบจากสังคมเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ  

​องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ทิ้งท้ายยืนยันแก่ประชาชนว่า พร้อมเปิดรับการตรวจสอบและจะเดินหน้าทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างมืออาชีพ เพื่อเสนอข่าวสารที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือต่อไป

เปิดข้อมูลสุขภาพจิตเพชรบูรณ์ ผู้สูงอายุ-วัยรุ่นน่าห่วง ชวน “เห็นสัญญาณ รีบช่วย”


เปิดวง “สภากาแฟสื่อ ครั้งที่ 8” ชวนศูนย์สุขภาพจิตที่ 2 เจาะสถานการณ์สุขภาพจิตคนเพชรบูรณ์ พบอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จราว 10 ต่อแสน สูงกว่าเกณฑ์ประเทศ ขณะที่ผู้สูงอายุแตะ 15 ต่อแสน เด็กวัย 15–19 ปี พยายามฆ่าตัวตายสูงถึง 140 ต่อแสน ชี้ปัญหาไม่ได้เกิดจากเรื่องเดียว แนะใช้หลัก “3 ส.” สอดส่องมองหา–ใส่ใจรับฟัง–ส่งต่อเชื่อมโยง เปลี่ยนจาก “รอรักษา” เป็น “เห็นสัญญาณ รีบช่วยกันป้องกัน”

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2569 ที่ร้านดีดีคาเฟ่ อ.เมืองเพชรบูรณ์ เครือข่ายสื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์จัด “สภากาแฟสื่อ ครั้งที่ 8” เปิดวงแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์สุขภาพจิตในพื้นที่ ร่วมกับศูนย์สุขภาพจิตที่ 2 โดยมี ดร.เพ็ญสุภา ไชยเมือง ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 2 นายสุขเสริม ทิพย์ปัญญา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ น.ส.สาวิตรี ฉิมหัวร้อง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 2 และ น.ส.จีราวรรณ กิ่งมะลิ นักวิชาการสาธารณสุข สสจ.เพชรบูรณ์ ร่วมพูดคุย โดยมีสื่อมวลชนเข้าร่วมประมาณ 15 คน




นายสุขเสริม ทิพย์ปัญญา เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่า เพชรบูรณ์มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 10 รายต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานประเทศที่กำหนดไว้ไม่เกิน 7 รายต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่มีผู้พยายามฆ่าตัวตายและได้รับการช่วยเหลือมากกว่า 300 รายต่อปี

กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 15 รายต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่กลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15–19 ปี มีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงประมาณ 140 รายต่อประชากร 100,000 คน สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตจำเป็นต้องได้รับการดูแลตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงระบบบริการสุขภาพ

ด้าน ดร.เพ็ญสุภา ไชยเมือง กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่มีความเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งเรื่องส่วนบุคคล ปัญหาเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว การใช้สารเสพติด รวมถึงเหตุการณ์หรือสถานการณ์กระตุ้นเฉพาะหน้า ดังนั้นการป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่เด็กวัยเรียน พร้อมสร้างระบบเฝ้าระวังและการช่วยเหลือให้เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลคนรอบข้างได้ด้วยหลัก “3 ส.” ได้แก่ สอดส่องมองหา – ใส่ใจรับฟัง – ส่งต่อเชื่อมโยง หากพบคนใกล้ตัวมีสัญญาณความทุกข์หรือความเสี่ยง ควรเข้าไปพูดคุย รับฟังโดยไม่ตัดสิน และประสานผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

การจัด “สภากาแฟสื่อ ครั้งที่ 8” จึงมุ่งใช้เวทีสื่อมวลชนเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและสะท้อนปัญหาสำคัญของจังหวัด พร้อมเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสื่อ หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องสุขภาพจิต และขยับจากการ “รอให้เกิดปัญหาแล้วรักษา” ไปสู่การ “เห็นสัญญาณเตือนและช่วยกันป้องกันตั้งแต่ต้น”

เปิดแผล “มะขามหวานเพชรบูรณ์” วิกฤติหนัก วัตถุดิบขาด-ต้นทุนพุ่ง ผู้ประกอบการถึงขั้นคิดขายธุรกิจ







เปิดแผล “มะขามหวานเพชรบูรณ์” วิกฤติหนัก วัตถุดิบขาด-ต้นทุนพุ่ง ผู้ประกอบการถึงขั้นคิดขายธุรกิจ

เปิดวง “สภากาแฟสื่อ” ครั้งที่ 7 ถกวิกฤติมะขามหวานเพชรบูรณ์ หลังผู้ประกอบการแปรรูปเจอปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน ขณะที่เกษตรกรแบกต้นทุนแรงงานและเก็บเกี่ยวพุ่ง เผยบางรายต้องปฏิเสธออเดอร์ หวั่นกระทบมาตรฐานสินค้า หนักสุดถึงขั้นคิดขายธุรกิจมะขามหวานที่ครอบครัวทำมานานกว่า 30 ปี วอนทุกฝ่ายเร่งหาทางรอด ก่อนอุตสาหกรรมมะขามหวานเมืองเพชรบูรณ์สะดุดทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ที่ร้านไนน์แทมมะรินด์ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ มีการจัดกิจกรรม “สภากาแฟสื่อ ครั้งที่ 7” ภายใต้หัวข้อ “ฝ่าวิกฤติมะขามหวานเพชรบูรณ์ : เปิดทุกปัญหา หาทางรอดร่วมกัน” เปิดเวทีให้ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมมะขามหวาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสินค้าสำคัญและอัตลักษณ์ของจังหวัดเพชรบูรณ์

นายชัยวัฒน์ ศรีเทศ กรรมการผู้จัดการบริษัทไนน์แทมมะรินด์ กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์มะขามหวานเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการแปรรูปและห้องเย็นเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะเดียวกันเกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาแรงงานและต้นทุนการเก็บเกี่ยวที่สูงขึ้น ทำให้การรวบรวมมะขามเข้าสู่ระบบมีความยากลำบากมากกว่าเดิม

นอกจากนี้ ในวงสนทนายังมีการสะท้อนถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับการเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติ และกรณีการใช้นอมินีเข้ามาซื้อเหมาสวน โดยเฉพาะสวนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อสังเกตจากวงสนทนาและจำเป็นต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจน

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า ปัญหาของผู้ประกอบการไม่ได้มีเพียงเรื่องวัตถุดิบ แต่ยังต้องแบกรับต้นทุนหลายด้าน ทั้งค่าแรง ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า รวมถึงค่าตรวจสอบและรับรองมาตรฐานด้านอาหาร ขณะที่การจำหน่ายสินค้าเข้าสู่ห้างค้าปลีกบางช่องทางต้องรอรับชำระเงินนานถึง 30-90 วัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของธุรกิจ

“สถานการณ์หนักจนบางครั้งต้องปฏิเสธคำสั่งซื้อบางส่วน เพราะหากรับออเดอร์เข้ามามากเกินกำลัง แต่ไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพได้ ก็จะกระทบต่อมาตรฐานและชื่อเสียงของแบรนด์” นายชัยวัฒน์กล่าว พร้อมยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นรุนแรงจนเคยพิจารณาขายธุรกิจมะขามหวานของครอบครัว ซึ่งดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 30 ปี

สำหรับแนวทางแก้ไข ที่ประชุมเห็นว่าปัญหามะขามหวานไม่สามารถแก้ได้เฉพาะจุด แต่ต้องเดินหน้าแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่การฟื้นฟูและดูแลสวนมะขาม การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน การสนับสนุนสินเชื่อและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ การลดภาระต้นทุนในการตรวจมาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาตลาดและสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม



ทั้งนี้ วิกฤติที่เกิดขึ้นถูกมองว่าไม่ใช่เพียงปัญหาของเกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของห่วงโซ่มะขามหวานเพชรบูรณ์ ตั้งแต่คนปลูก คนรวบรวม ผู้แปรรูป ไปจนถึงตลาดปลายทาง หากไม่มีการวางระบบและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง อาจกระทบต่ออนาคตของมะขามหวาน ซึ่งเป็นทั้งพืชเศรษฐกิจและสินค้าอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ในระยะยาว

เพชรบูรณ์ จัดใหญ่ “อุ้มพระดำน้ำ” 2569 เสี่ยงทายได้ “กาญจนาคา” เชื่อฝนฟ้าดี-บ้านเมืองร่มเย็น


เปิดตำนานศรัทธา “อุ้มพระดำน้ำ” ประเพณีศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ตลอดวันที่ 8-17 ต.ค. 2569 ผู้ว่าฯ ศรัณยู มีทองคำ ประกอบพิธีเสี่ยงทายโขนหัวเรือ ปรากฏผลปีนี้เลือกใช้หัวโขนเรือ “กาญจนาคา” อัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาลงประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ 11 ต.ค. เชื่อเสริมสิริมงคล ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชผลอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่หอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์ ต.ในเมือง อ.เมืองเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วย ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานประเพณี “อุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2569” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมรับฟัง

ภายในงานมีพิธีสำคัญคือการเสี่ยงทายโขนหัวเรือที่จะใช้ในการอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ณ ท่าวัดโบสถ์ชนะมาร ในวันสารทไทย หรือวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 โดยนายศรัณยู เป็นผู้ประกอบพิธีเสี่ยงทาย ผลปรากฏว่า หัวโขนเรือ “กาญจนาคา” จะถูกนำมาใช้ในพิธีประจำปีนี้

สำหรับกำหนดการจัดงาน เริ่มวันที่ 9 ต.ค. เวลา 18.00 น. มีพิธีรำถวายองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ณ พุทธอุทยานเพชบุระ

วันที่ 10 ต.ค. เวลา 09.09 น. มีพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดไตรภูมิ จากนั้นเวลา 18.00 น. อัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมืองเพชรบูรณ์ พร้อมการแสดงและพิธีเปิดงานบริเวณหน้าวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง และหน้าสวนสาธารณะเพชบุระ

ส่วนไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ วันที่ 11 ต.ค. 2569 ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เวลา 10.09 น. จะมีพิธีอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่ทางน้ำจากท่าวัดไตรภูมิไปยังท่าวัดโบสถ์ชนะมาร เพื่อประกอบ “พิธีอุ้มพระดำน้ำ” ประเพณีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเพชรบูรณ์สืบทอดกันมายาวนาน

จากนั้นวันที่ 12 ต.ค. พบกับการแข่งขันพายเรือทวนน้ำหนึ่งเดียวในโลก ทั้งประเภทเรือสั้นและเรือยาว ณ ท่าวัดไตรภูมิ ขณะที่ระหว่างวันที่ 11-15 ต.ค. เวลา 20.00 น.จะมีการแสดงแสงสีเสียง “ตำนานอุ้มพระดำน้ำ” ณ เวทีกลาง นอกจากนี้ ตลอดวันที่ 8-17ต.ค. ยังมีงานอาหารสะอาด รสชาติอร่อย คาราวานสินค้า และฟรีคอนเสิร์ต บริเวณหอโบราณคดีเพชรบูรณ์อินทราชัย เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้ร่วมสัมผัสบรรยากาศประเพณีสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ คณะผู้ร่วมประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2569 ประกอบด้วย นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ในฐานะเจ้าเมือง, นายโอภาส อุปรี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายเวียง, นายวิศิษฐ์ เบญจพิทักษ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายวัง, นายทวีศักดิ์ รุจิจรรยาวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 6 ฝ่ายคลัง และนายเทพ เพียมะลัง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายนา รวมถึงผู้ทำหน้าที่เทวดา ผู้ลั่นฆ้อง ผู้อ่านคำเสี่ยงทาย และผู้อ่านคำอธิษฐาน

สำหรับ “ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ” มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ในอดีตชาวบ้านออกหาปลาในแม่น้ำป่าสัก ก่อนเกิดเหตุอัศจรรย์ สายน้ำเกิดหมุนวน มีทรายพุ่งขึ้นมา และปรากฏองค์พระพุทธรูปลอยขึ้นเหนือน้ำ ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่วัดไตรภูมิ แต่ในปีต่อมา ซึ่งตรงกับวันแรม15ค่ำเดือน 10 องค์พระพุทธรูปกลับหายไปจากวัด ก่อนมีผู้พบว่าพระองค์ลงไปดำผุดดำว่ายอยู่กลางแม่น้ำป่าสักบริเวณเดิม ชาวบ้านจึงอัญเชิญกลับมาประดิษฐานและถวายนามว่า “พระพุทธมหาธรรมราชา”นับแต่นั้นเป็นต้นมาเจ้าเมืองเพชรบูรณ์จะอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาลงประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำในวันสารทไทยของทุกปี ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข และปราศจากโรคภัย จนกลายเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน

เพชรบูรณ์ ชาวบ้านประกาศขายเป็ดอี้เหลียง 30 บาท หลังถูกหลอก สุดท้ายแบกภาระซื้อหัวอาหารเลี้ยงไม่ไหว

เพชรบูรณ์ ชาวบ้านประกาศขายเป็ดอีเหลียง ตัวล่ะ 30 บาท หลังอ้างตนองถูกหลอกให้ซื้อเป็ดพันธ์อี้หลียง ผ่านตัวแทนบริษัทฯ สุดท้ายแบกภาระซื้อหัวอาหารเลี้ยงไม่ไหว 

วันที่ 11 กันยายน 2569 2569 นางสมใจ โคสิโอง อายุ 57 ปี ชาวบ้านตำบลตะกุดไร อำเภอชนแดน ประกาศขายเป็ดอี้เหลียง หลังอ้างว่า ถูกตัวแทนบริษัทฯ แห่งหนึ่ง หลอกให้ลงทุนซื้อเป็ดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อี้เหลียง ซึ่งเป็นเป็ดสายพันธุ์ ไข่และเลี้ยงเพื่อบริโภคเนื้อ โดยนางสมใจ เผยตนองได้สั่งลงเป็ดเพื่อเลี้ยงครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 จำนวน 420 ตัว โดยเป็นเปิดเพศเมีย 300 ตัว เป็ดเพศผู้อีก 120 ตัว และปดขุน อีก 500 ตัว มาเลี้ยง แล้วทางบริษัทจะรับซื้อไข่เป็ดที่มีเชื้อเพื่อนำกลับไปเข้าโรงฟัก คืนในราคาฟองละ 10 บาท สุดท้าย ชาวบ้านต้องสูญเงินราว 200,000 บาท ทั้งซื้อพันธ์เป็ด ทังสร้างโรงเรือน สุดท้ายถูกปฎิเสธที่จะรับซื้อเป็ดคืน


ล่าสุด ถึงเจ้าตัวกับออกมาประกาศขายทิ้งเป็ดอี้เหลียง ในวัยเจริญพันธ์ ทิ้งในราคาตัวละ 30บาท เนื่องจากกำลังเดือดร้อนหนัก หลังเงินซื้อหัวอาหารหมด หัวอาหารที่ใช้เลี้ยงเป็ดใกล้จะหมดแล้ว จึงจำเป็นต้องประกาศขายทิ้ง ทุกวันนี้ต้องจ้างคนงานมาทำการตัดต้นกล้วยเพื่อมาทำหัวอาหารให้เป็ดกินกับรำขาว เพื่อลดค่าใช้จ่าย

จากการสอบถาม นางสมใจ โคสิโอง อายุ 57 ปี เผย ขอวอนผู้ใจบุญ ช่วยรับซื้อเป็ดให้หน่อย ในราคาตัวละ 30 บาท ตนเองก็ยินดีขาย หนึ่งคือขจัดความหิวโหยของน้องเป็ดไป สองคือตนเองไม่มีเงินแล้วตนเองอยู่กับแม่เพียงสองคน แม่อายุแก่แล้วอายุ 87 ปี แล้ว แต่การที่ตนเองลงทุนไปเยอะทำให้ตัวเองไม่มีเงิน ซึ่งหากตนเองขายเป็ดในราคา 30 บาทไปแล้ว มันยังมาต่อชีวิตตนเองกับแม่ได้ จากที่จะยกไปให้คนไปเลี้ยงฟรีๆ มันก็ยังทำให้ตนเองกับแม่ไปต่อได้อีกสักระยะหนึ่ง ตนก็ได้แต่หวังวอนผู้ใจบุญช่วยเหลือและมองเห็นวิกฤตและความจำเป็นของตนเองด้วย

เดชา มลามาตย์/เพชรบูรณ์


สองตายายขึ้นเขาหาหน่อไม้ ยายบ่นหน้ามืดขอนั่งพัก ตาหาหน่อต่อ สุดท้ายกลายเป็นศพ

สองตายายขึ้นเขาหาหน่อไม้ ยายบ่นหน้ามืดขอนั่งพัก ตาหาหน่อต่อ สุดท้ายกลายเป็นศพ ชาวบ้านได้ยินหมาเห่าผิดปกติ รีบขึ้นเขาพบเสียชีวิตแล้ว

เพชรบูรณ์ - สลด! สองตายายชวนกันขึ้นเขาหาหน่อไม้ ยายวัย 64 ปี บ่นไม่ไหว หน้ามืดจะเป็นลม สามีบอกให้นั่งพัก ก่อนออกไปหาหน่อไม้ต่อ กระทั่งชาวบ้านได้ยินเสียงหมาเห่ากรรโชกผิดปกติ พากันขึ้นเขาตามหา พบยายกลายเป็นศพ ด้านตาเห็นร่างภรรยาถึงกับโผเข้ากอดร่ำไห้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 ก.ย. 2569 ร.ต.อ.อำนาจ นิติลีลานนท์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตบนภูเขาในพื้นที่ ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ จึงประสาน ด.ต.อมร กงถัน สายตรวจตำบลท่าข้าม พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลตำบลท่าข้าม เดินทางไปตรวจสอบ

จุดเกิดเหตุเป็นภูเขาขนาดเล็กติดกับหมู่บ้านเขาน้อยรังแตน สภาพเป็นภูเขาสูงชันและป่ารกทึบ ส่วนใหญ่เป็นป่าไผ่คาย โดยต้องเดินเท้าจากจุดที่รถยนต์เข้าถึงประมาณ 1 กิโลเมตร มีชาวบ้านหลายสิบคนช่วยนำทางขึ้นไป

เมื่อไปถึงพบร่างหญิงนอนหงายเสียชีวิตอยู่กลางป่า สวมกางเกงขายาวสีน้ำตาล เสื้อแขนยาวลายสก๊อต ใกล้กันพบถุงปุ๋ยสีฟ้า 2 ใบ และกองหน่อไม้จำนวนหนึ่ง ทราบชื่อภายหลังคือ นางบุญโปร่ง ปัสสาวัส อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 222 หมู่ 8 ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์

จากการสอบสวน นายอำคา ปัสสาวัส สามีผู้เสียชีวิต ให้การว่า หลังรับประทานอาหารเช้า ตนและภรรยาได้ชวนกันออกจากบ้านไปหาหน่อไม้บนภูเขาลูกดังกล่าว ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ โดยขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปด้วยกัน และจอดรถไว้บริเวณเชิงเขา ก่อนพากันเดินขึ้นไปหาหน่อไม้ ระหว่างทางภรรยาบ่นว่าไม่ไหว รู้สึกหน้ามืดและเหมือนจะเป็นลม ตนจึงบอกให้ภรรยานั่งพักก่อน หากอาการดีขึ้นให้เดินลงไปรอที่รถ ส่วนตนจะออกไปหาหน่อไม้ต่อ

ต่อมาชาวบ้านในละแวกดังกล่าวได้ยินเสียงสุนัขเห่ากรรโชกดังผิดสังเกต จึงพากันเดินตามเสียงขึ้นไปบนภูเขา ก่อนพบร่างของนางบุญโปร่งนอนเสียชีวิตอยู่ จึงไปตามหาสามีเพื่อแจ้งข่าวร้าย เมื่อสามีเดินทางมาถึงและพบว่าภรรยาเสียชีวิตแล้ว ได้โผเข้ากอดร่างภรรยาด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ท่ามกลางชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบและชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ ก่อนมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยชนแดนนำร่างผู้เสียชีวิตส่งไปชันสูตรที่นิติเวช จ.เพชรบูรณ์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป  

มนตรี   นรดี     ผู้สื่อข่าว

ชาวบ้านชนแดนโอด ถูกหลอกเลี้ยงเป็ดอี้เหลียง เสียหายราว 2 แสน บริษัทเบี้ยวรับซื้อไข่

ชาวบ้านวอน ผู้สื่อข่าวช่วยด้วย หลังตนองถูกหลอกให้ซื้อเป็ดพันธ์อี้เหลียง ผ่านตัวแทนบริษัทฯ รายหนึ่งซึ่งมีข้อตกลงกันว่าจะรับซื้อไข่เป็ดที่มีเชื้อคืนในราคาฟองละ 10 บาท สุดท้ายติดต่อกับไป ตัวแทนบริษัท กับเงียบ อ้างกับชาวบ้านว่าให้อาหารเลี้ยงเป็ดไม่ตรงเปกแถมมีการแอบเปลี่ยนหัวอาหาร

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ชาวบ้านอำเภอชนแดน ร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้สื่อข่าว หลังถูกตัวแทนบริษัทฯ แห่งหนึ่ง หลอกให้ลงทุนซื้อเป็ดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อี้เหลียง มาเลี้ยง แล้วทางบริษัทจะรับซื้อไข่ที่มีเชื้อเพื่อนำกลับไปเข้าโรงฟัก คืนในราคาฟองละ 10 บาท สุดท้าย ชาวบ้านต้องสูญเงินราว 200,000 บาท ทั้งซื้อพันธ์เป็ด ทังสร้างโรงเรือน หลังตัวแทนบริษัทฯ รายดังกล่าว อ้างกับชาวบ้านว่าให้อาหารเลี้ยงเป็ดไม่ตรงเปกแถมมีการแอบเปลี่ยนหัวอาหาร ซึ่งไม่ใช่หัวอาหารของทางบริษัท จึงของดรับซื้อ ภาระหนักอึ้งจึงตกกับชาวบ้านรายดังกล่าว หลังทำการตรวจสอบกับทางปศุสัตว์อำเภอชนแดน กลับได้รับการยืนยัน พื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ไม่สามารถเลี้ยงเป็ดได้โดยไม่มีการขอใบอนุญาตอย่างถูกต้อง อาจจะต้องสูญเสียค่าปรับเป็นจำนวนมหาศาล จึงวอนสื่อมวลชน ให้ช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ในพื้นที่ อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยนางสมใจ โคสิโอง อายุ 57 ปี ชาวบ้านตำบลตะกุดไร อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ พาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบการเลี้ยงเป็ดพันธุ์อี้เหลียง ซึ่งเป็นเป็ดสายพันธุ์ ไข่และเลี้ยงเพื่อบริโภค โดยนางสมใจ เผยตนองได้สั่งลงเป็ดเพื่อเลี้ยงครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 จำนวน 420 ตัว โดยเป็นเปิดเพศเมีย 300 ตัว เป็ดเพศผู้อีก 120 ตัว และปดขุน อีก 500 ตัว อยู่ในวัยเจริญพันธ์สภาพกำลังจะอดอาหารตอนนี้กำลังเดือดร้อนหนัก เนื่องจากหัวอาหารที่ใช้เลี้ยงเป็ดใกล้จะหมดแล้ว และพบว่าไข่เป็ดอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้ 

จากการสอบถาม นางสมใจ โคสิโอง อายุ 57 ปี เล่าว่า เขาอ้างว่าเขาเป็นบริษัท เค้าสัญญาตนเองว่าจะพาไปทำใบอนุญาต แต่เรื่องก็เงียบต้นจึงไปติดต่อด้วยตัวเอง ตนเองพึ่งรู้ว่าการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกต้องมีใบ ร.4 แต่ทางบริษัทไม่ได้ดำเนินการให้ สินค้าเขาเปิดเป็นบริษัทเขาต้องรู้เรื่องนี้ ซึ่งเขาจะต้องแจ้งกรมปศุสัตว์ว่าจะย้ายเป็ด แล้วจะต้องมีการตรวจโรคจากทางกรมปศุสัตว์ ตนไม่รู้เรื่องเลยเพราะเขาพูดจาคุยดีจึงได้หลงเชื่อ ไม่ใช่ตนเองไปซื้อเป็ดมาเลี้ยงเอง แต่ตนเองซื้อผ่านทางบริษัท จึงเชื่อใจ ตอนที่เขานำเป็ดมาขาย เขาคิดราคาตัวละ 350 บาท ตัวเองซื้อมา 420 ตัว หมดเงินไป 140,000 บาท ยังไม่ได้ขายเลย หมดค่าหัวอาหารกับค่าเป็ดรวมโรงเรือน ร่วม 200,000 ตอนหลังตัวแทนบริษัทเขาไม่ยอมคุยกับตนเอง

เดชา  มลามาตย์ ผู้สื่อข่าว

สภากาแฟสื่อเพชรบูรณ์ EP.6 เปิดวงถก “ขิง” จากแปลงเกษตร สู่ธุรกิจส่งออก ชูแปรรูปเพิ่ม มูลค่า ฝ่าวิกฤต ราคาผลผลิต

เพชรบูรณ์ –สภากาแฟสื่อเพชรบูรณ์ EP.6 เปิดพื้นที่กลางให้ภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร ประชาชน และสื่อมวลชน ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสะท้อนปัญหาของคนในพื้นที่ โดยหยิบกรณีศึกษา “วิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่” และ “บริษัท นวลอนันต์ จินเจอร์ฟู้ด” ถ่ายทอดเส้นทางการนำ“ขิง”ผลผลิตทางการเกษตรของชุมชน มาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม จากสินค้าพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์มาตรฐานและตลาดส่งออก

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 ที่ร้านดีดีคาเฟ่ จ.เพชรบูรณ์ มีการจัดเวที “สภากาแฟสื่อ EP.6” เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมพบปะและแลกเปลี่ยนข้อมูล ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ภาคประชาชน และสื่อมวลชน เพื่อร่วมกันนำเสนอข้อมูล สะท้อนปัญหา และผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไปสู่การรับรู้และการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับวงสนทนาครั้งนี้ มี นางศรีนวล กันยาประสิทธิ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่ อ.หล่มเก่า, นายทัศนทรัพย์ ทองห่วง กันยาประสิทธิ์ ผู้จัดการบริษัท นวลอนันต์ จินเจอร์ฟู้ด และนายดรุฒ สุรเวคิน อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และรองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคเหนือ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองด้านการเกษตรและธุรกิจแปรรูป

นางศรีนวล กล่าวว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรมีส่วนสำคัญในการช่วยกันพัฒนาผลผลิตในชุมชน โดยเฉพาะ“ขิง”ซึ่งเป็นผลผลิตสำคัญของพื้นที่การนำขิงสดมาแปรรูปช่วยลดข้อจำกัดด้านการจำหน่ายผลผลิตสดและปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่มีความผันผวน พร้อมสร้างช่องทางเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกและชุมชน

ขณะที่ นายทัศนทรัพย์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการต่อยอดขิงมาจากการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการผลิต โดยนำเมนูพื้นบ้านอย่าง “ขิงหยอง” มาปรับกระบวนการผลิตให้รับประทานง่ายและเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกเพศทุกวัยก่อนต่อยอดจากขิงสดไปสู่ผลิตภัณฑ์กลุ่มสแน็กและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากกว่า 20 ชนิด อาทิ ขิงแผ่นอบกรอบ กัมมี่เยลลี่ขิง คุกกี้ขิง และชาขิงสไลด์พร้อมชง การพัฒนากระบวนการผลิตยังมุ่งยกระดับมาตรฐานของโรงงานจนได้รับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อย. GHP และ HACCP ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในการเปิดโอกาสเข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจในต่างประเทศ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สามารถขยายตลาดไปยังหลายประเทศในเอเชีย ทั้งเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน รวมถึงตลาดในทวีปยุโรป

วงสนทนายังสะท้อนว่า การแก้ปัญหาภาคการเกษตรอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณผลผลิต แต่ต้องมุ่งสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ตั้งแต่การแปรรูป การพัฒนามาตรฐาน การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการหาตลาด เพื่อเพิ่มทางเลือกและอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร

กรณีของ “ขิง” จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จของผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการปรับตัวของเกษตรกรและชุมชน จากปัญหาราคาผลผลิตและข้อจำกัดด้านตลาด สู่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น

ทั้งนี้ “สภากาแฟสื่อเพชรบูรณ์”มุ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่เปิดโอกาสให้ผู้มีปัญหาผู้มีแนวทางแก้ไข และผู้ได้รับผลกระทบ ได้มาพูดคุยกันบนพื้นที่เดียวกัน โดยสื่อมวลชนทำหน้าที่ “นำเสนอ สะท้อน กระตุก และกระตุ้น” ให้ประเด็นต่างๆ ถูกส่งต่อไปยังสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 สภากาแฟสื่อไม่ได้ต้องการเป็นเพียงพื้นที่พบปะของคนทำสื่อ แต่ต้องการเป็นพื้นที่ของทุกคน ที่เปิดให้ทุกเสียงมีความหมาย ทุกปัญหามีพื้นที่ และทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการหาทางออก เพื่อให้การสื่อสารไม่จบเพียงการรับรู้ แต่สามารถนำไปสู่การตั้งคำถาม การแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

เพชรบูรณ์ เตรียมเลือกประธาน ทสม.จังหวัด 25 ส.ค. “ธนาดร” ชู 5 แนวทาง เชื่อมคน-งาน-พื้นที่ สู้ภัยสิ่งแวดล้อม

เพชรบูรณ์เตรียมเลือกประธาน ทสม.จังหวัด 25 ส.ค. “ธนาดร” ชู 5 แนวทาง เชื่อมคน-งาน-พื้นที่ สู้ภัยสิ่งแวดล้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.เพชรบูรณ์ เตรียมเข้าสู่การคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ ทสม. ระดับจังหวัด ในวันที่ 25 ส.ค. 2569 หลังดำเนินการคัดเลือกระดับตำบลและระดับอำเภอครบทั้ง 11 อำเภอ ตามระเบียบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าด้วยอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน พ.ศ. 2567






สำหรับ จ.เพชรบูรณ์ มีสมาชิก ทสม. ผู้มีสิทธิในกระบวนการคัดเลือกจำนวน 10,018 คน ครอบคลุม 1,133 หมู่บ้าน/ชุมชน 117 ตำบล ใน 11 อำเภอ โดยกระบวนการคัดเลือกเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน/ชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัด เพื่อให้ผู้แทนมีที่มาจากฐานพื้นที่อย่างแท้จริง





หนึ่งในผู้ที่จะเสนอตัวรับการคัดเลือกประธานเครือข่าย ทสม. จังหวัดเพชรบูรณ์ คือ นายธนาดร หลิมเจริญ ประธานเครือข่าย ทสม. อำเภอเขาค้อ โดยมองว่า ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่สามารถแยกออกจากเรื่องเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ เพราะ “ป่าเชื่อมน้ำ น้ำเชื่อมเกษตร เกษตรเชื่อมอาหารและรายได้”

นายธนาดรกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบใกล้ตัวมากขึ้น ทั้งไฟป่า หมอกควัน PM2.5 น้ำท่วม และภัยแล้ง จึงจำเป็นต้องปรับแนวทางการทำงานจากการรอแก้ปัญหา มาเป็นการเตรียมความพร้อมและป้องกันล่วงหน้า พร้อมเสนอกรอบการทำงาน 5 แนวทาง ได้แก่

รักษา ดูแลป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน แหล่งน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นทุนสำคัญของ จ.เพชรบูรณ์

รับมือ สร้างความพร้อมให้ชุมชนในการเฝ้าระวังและรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ โดยเน้นการป้องกันและเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ

สร้างมูลค่า เชื่อมการอนุรักษ์เข้ากับเกษตรยั่งยืน สมุนไพร อาหารปลอดภัย การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจหมุนเวียน และธุรกิจสีเขียว เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่คนในพื้นที่

เชื่อมความรู้ นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับวิทยาศาสตร์ ข้อมูล GIS เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI พร้อมเปิดพื้นที่ให้สถานศึกษา นักวิชาการ และเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม

รวมพลัง เสนอแนวคิด “1 อำเภอ 1 วาระสิ่งแวดล้อม” ให้แต่ละอำเภอกำหนดประเด็นสำคัญตามบริบทของตนเอง ขณะที่เครือข่ายระดับจังหวัดทำหน้าที่เชื่อมองค์ความรู้ หน่วยงาน และทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการทำงานในพื้นที่

นายธนาดรยังเสนอว่า การทำงานของ ทสม. ในระยะต่อไปควรเปลี่ยนจากการวัดความสำเร็จด้วย “จำนวนกิจกรรม” มาเป็นการวัดที่ “ผลลัพธ์” ว่าป่าได้รับการฟื้นฟูหรือไม่ ชุมชนมีความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นหรือไม่ ประชาชนมีโอกาสทางเศรษฐกิจจากการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนหรือไม่ และคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเพียงใด

พร้อมย้ำแนวคิดการทำงานว่า “เชื่อมคน เชื่อมงาน เชื่อมพื้นที่” เพื่อให้ ทสม. เป็นพลังของประชาชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และร่วมกำหนดอนาคตของ จ.เพชรบูรณ์อย่างยั่งยืน

สำหรับการคัดเลือกประธานเครือข่าย ทสม. จังหวัดเพชรบูรณ์ ในวันที่ 25 ส.ค. 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกบุคคลขึ้นมารับตำแหน่ง แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมของจังหวัดในระยะต่อไป ท่ามกลางโจทย์สำคัญทั้งการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

เขาค้อเปิดศูนย์เรียนรู้ BSF เปลี่ยนขยะเป็นเงิน สร้างรายได้ชุมชน


อำเภอเขาค้อเดินหน้าสร้างต้นแบบการจัดการขยะอินทรีย์ เปิด “ศูนย์เรียนรู้การกำจัดขยะอินทรีย์ด้วยแมลงโปรตีน BSF” ณ วิสาหกิจชุมชนฟอเรส ฮิลล์ เขาค้อ ต.ทุ่งสมอ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ หวังนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่ายมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาขยะในพื้นที่ พร้อมต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าและรายได้ให้ชุมชน โดยมี นายวิศิษฎ์ มานะคิด นายอำเภอเขาค้อ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน




ผศ.น้ำฝน เบ้าทองคำ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ เผยว่าปัญหาขยะบนอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะขยะอินทรีย์และเศษอาหารจากแหล่งท่องเที่ยวและร้านอาหาร เกิดจากปริมาณขยะล้นระบบในช่วงท่องเที่ยว การขนส่งที่ยากลำบากจากพื้นที่สูง ส่งผลให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม กลิ่นเหม็น และเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค มีความรุนแรงและมีลักษณะเฉพาะตัว เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวเติบโตเร็วบนพื้นที่ภูเขา จากสภาพปัญหาดังกล่าว ทางอำเภอเขาค้อ หน่วยงานราชการ ภาคเอกชนผู้ประกอบการรีสอร์ต ภาควิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์ได้ร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขโดยเน้นการร่วมมือกับผู้ประกอบการและใช้นวัตกรรมเพื่อจัดการเศษอาหารอย่างยั่งยืน ผ่านการนำนวัตกรรมตัวอ่อนแมลงโปรตีน หรือ Black Soldier Fly (BSF) (แมลงวันลาย) มาใช้ย่อยสลายขยะอินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนขยะเน่าเสียบนเขาให้กลายเป็นโปรตีนเลี้ยงสัตว์และปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ทันที 









ด้านนางเมธาวี กลมแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนฟอเรส ฮิลล์ เขาค้อ กล่าวเสริมว่าสำหรับศูนย์เรียนรู้แห่งนี้จัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด “ขยะไม่จำเป็นต้องเป็นภาระ หากเรารู้จักเปลี่ยนให้เป็นทรัพยากร” โดยนำแมลงโปรตีน Black Soldier Fly หรือ BSF มาใช้เป็นหนึ่งในแนวทางจัดการขยะอินทรีย์จากครัวเรือน ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต และสถานประกอบการต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานมุ่งให้ประชาชน ชุมชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการจัดการขยะอินทรีย์ การเลี้ยงแมลงโปรตีน BSF ไปจนถึงการนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ โดยสามารถนำตัวหนอน BSF ไปต่อยอดเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับอาหารสัตว์ ขณะที่มูลจากการเลี้ยงสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยและวัสดุปรับปรุงดิน รวมถึงต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งนี้ ศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวยังมีเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังชุมชน โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร โรงพยาบาล โรงเรียน และสถานประกอบการต่างๆ ในอำเภอเขาค้อ รวมถึงพื้นที่อื่นของจังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบการจัดการขยะอินทรีย์ที่ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมและนำไปใช้ได้จริง

สำหรับกิจกรรมในงานมีการถ่ายทอดองค์ความรู้และสาธิตวิธีการเลี้ยงแมลงโปรตีน BSF ให้แก่หน่วยงาน ชุมชน และเกษตรกรผู้เลี้ยง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และนำความรู้กลับไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยได้รับความร่วมมือจากภาควิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และภาคประชาชน นอกจากนี้มีการส่งมอบตู้เลี้ยงแมลงโปรตีน Black Soldier Fly หรือ BSF ให้หน่วยงาน ชุมชนและเกษตรกรผู้เลี้ยงเพื่อนำไปขยายผลต่อไป

ประธานวิสาหกิจชุมชนฟอเรส ฮิลล์ เขาค้อ ระบุว่า การจัดการขยะในพื้นที่ท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ คุณภาพชีวิตของประชาชน ความสะอาดของชุมชน ภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของพื้นที่ ดังนั้น การนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้าน BSF มาใช้ จึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์และเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย และคาดหวังว่า ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้จะเป็นมากกว่าสถานที่ศึกษาดูงาน แต่จะเป็น “ศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง” ที่แสดงให้เห็นว่า ขยะสามารถสร้างคุณค่า สร้างรายได้ และสร้างอนาคตที่ดีให้กับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ต่อไป


ข่าวอัพเดท

“ดร.บุญทรัพย์” ชู 7 นโยบาย ชิงเก้าอี้อธิการบดี มรภ.เพชรบูรณ์ ลั่นพัฒนาคน ยกระดับมหาวิทยาลัย เชื่อมท้องถิ่นสู่สากล

” ดร.บุญทรัพย์” ชู 7 นโยบาย ชิงเก้าอี้อธิการบดี มรภ.เพชรบูรณ์ ลั่นพัฒนาคน ยกระดับมหาวิทยาลัย เชื่อมท้องถิ่นสู่สากล ดร.บุญทรัพย์ พานิชการ ผู้...

บทความยอดนิยม