“ดร.บุญทรัพย์” ชู 7 นโยบาย ชิงเก้าอี้อธิการบดี มรภ.เพชรบูรณ์ ลั่นพัฒนาคน ยกระดับมหาวิทยาลัย เชื่อมท้องถิ่นสู่สากล



” ดร.บุญทรัพย์” ชู 7 นโยบาย ชิงเก้าอี้อธิการบดี มรภ.เพชรบูรณ์ ลั่นพัฒนาคน ยกระดับมหาวิทยาลัย เชื่อมท้องถิ่นสู่สากล

ดร.บุญทรัพย์ พานิชการ ผู้สมัครอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ หมายเลข 7 เปิดแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการบริหารมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวทาง “พัฒนาคน ยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัย สร้างโอกาส เชื่อมโยงท้องถิ่นสู่สากล” มุ่งให้นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง พร้อมใช้ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ เป็นพลังขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยและการพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.บุญทรัพย์ กล่าวว่า แนวทางการบริหารมหาวิทยาลัยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการบริหารงานให้เป็นไปตามระบบ แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักศึกษาได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเอง บุคลากรได้รับการส่งเสริมศักยภาพ และมหาวิทยาลัยสามารถตอบโจทย์สังคมและท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย มี 7 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย







1. นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง มุ่งยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ พัฒนาทักษะแห่งอนาคต ทั้งภาษาอังกฤษ การใช้ AI และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสู่โลกการทำงานและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

2. สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เข้าถึงได้มากขึ้น พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้ง Online/Hybrid, Credit Bank และ Micro-Credentials เพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และใช้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่พัฒนาศักยภาพ

3. ใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมพัฒนาท้องถิ่น เชื่อมโยงงานวิจัย การบริการวิชาการ และนวัตกรรม เข้ากับปัญหาและความต้องการของพื้นที่ โดยมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

4. สร้างความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ยกระดับการสื่อสารองค์กรให้เป็นเอกภาพ สื่อสารเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัล พร้อมสร้างความร่วมมือกับนักศึกษา บุคลากร ศิษย์เก่า และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจในความเป็นราชภัฏ

5. บริหารมหาวิทยาลัยด้วยธรรมาภิบาล เทคโนโลยี และข้อมูล มุ่งสู่ระบบบริหารที่โปร่งใส คล่องตัว ลดขั้นตอนการทำงาน และนำระบบดิจิทัล ฐานข้อมูล รวมถึง AI มาใช้สนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อให้ทุกหน่วยงานทำงานเชื่อมโยงกันและมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน

6. ขยายเครือข่ายความร่วมมือและยกระดับสู่สากล สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ โดยเน้นความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านหลักสูตร การวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาสมรรถนะสู่ระดับสากล

7. พัฒนาบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความเป็นเลิศ ส่งเสริมให้บุคลากรทุกสายงานมีศักยภาพสูง มีโอกาสพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลที่เป็นธรรม และสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ดร.บุญทรัพย์ กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญว่า ต้องการเห็นมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์เป็นมหาวิทยาลัยที่ “คนอยากเรียน คนอยากทำงาน ชุมชนอยากร่วมมือ และภาคีเครือข่ายเชื่อมั่น” พร้อมก้าวจากมหาวิทยาลัยที่เพียงปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถนำการเปลี่ยนแปลงด้วยพลังของนักศึกษา บุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ

“สิ่งสำคัญที่สุด คือการทำให้ทุกการพัฒนาของมหาวิทยาลัย กลับไปสร้างคุณค่าให้กับนักศึกษา บุคลากร ชุมชน ท้องถิ่น และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.บุญทรัพย์ กล่าว

สื่อเพชรบูรณ์ โต้กลับเพจดัง! ออกแถลงการณ์ ฉบับ 2 แจงตรวจไม่พบ "นักข่าวขอทาน" ยันทำหน้าที่ด้วยจริยธรรม


 สื่อเพชรบูรณ์ โต้กลับเพจดัง! ออกแถลงการณ์ ฉบับ 2 แจงตรวจไม่พบ "นักข่าวขอทาน" ยันทำหน้าที่ด้วยจริยธรรม

​องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2/2569 ชี้แจงผลการตรวจสอบกรณีเพจออนไลน์ "ครัวลุงโทนี่" กล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในพื้นที่ด้วยถ้อยคำรุนแรง เช่น "นักข่าวขอทาน" และ "นักข่าวรีดไถ" ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และศักดิ์ศรีของสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต  

​แถลงการณ์ดังกล่าวลงวันที่ 21 กันยายน 2569 ร่วมออกโดยองค์กรสื่อในจังหวัด อาทิ สมาคมเครือข่ายนักสื่อสารชุมชน, สมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนภูมิภาค, สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์จังหวัดเพชรบูรณ์, สมาพันธ์สื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์, สมาคมนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ และสมาพันธ์สื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีสาระสำคัญ 5 ข้อ ดังนี้:  

​1. ไร้การตอบกลับจากผู้กล่าวหา: หลังพ้นกำหนดระยะเวลาที่ให้เพจ "ครัวลุงโทนี่" ชี้แจงและส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับสื่อมวลชนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว พบว่าไม่มีการติดต่อกลับ หรือส่งหลักฐานที่ตรวจสอบได้แต่อย่างใด  

​2. ผลการตรวจสอบภายในไม่พบความผิด: จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงสมาชิกภายในองค์กรอย่างเข้มงวด ไม่พบสื่อมวลชนที่มีพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบตามที่ถูกกล่าวหา และยืนยันว่าบุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  

​3. จี้ผู้สร้างคอนเทนต์รับผิดชอบ: เรียกร้องให้ผู้สร้างเนื้อหาบนโลกออนไลน์ปฏิบัติหน้าที่นำเสนอข้อมูลด้วยความระมัดระวัง ยึดมั่นในข้อเท็จจริง และไม่บิดเบือนข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตน  

​4. สนับสนุนกระบวนการทางกฎหมาย: ยืนยันใช้กระบวนการทางกฎหมายร่วมกับหลักจรรยาบรรณ แก้ไขปัญหาพิพาทแทนการกล่าวหาลอยๆ เพื่อป้องกันความแตกแยก  

​5. ย้ำเจตนารมณ์ "หมาเฝ้าบ้าน": ยืนยันบทบาทการทำหน้าที่ตรวจสอบสังคมด้วยความโปร่งใสและตรงไปตรงมา พร้อมรับการตรวจสอบจากสังคมเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ  

​องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ทิ้งท้ายยืนยันแก่ประชาชนว่า พร้อมเปิดรับการตรวจสอบและจะเดินหน้าทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างมืออาชีพ เพื่อเสนอข่าวสารที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือต่อไป

เปิดข้อมูลสุขภาพจิตเพชรบูรณ์ ผู้สูงอายุ-วัยรุ่นน่าห่วง ชวน “เห็นสัญญาณ รีบช่วย”


เปิดวง “สภากาแฟสื่อ ครั้งที่ 8” ชวนศูนย์สุขภาพจิตที่ 2 เจาะสถานการณ์สุขภาพจิตคนเพชรบูรณ์ พบอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จราว 10 ต่อแสน สูงกว่าเกณฑ์ประเทศ ขณะที่ผู้สูงอายุแตะ 15 ต่อแสน เด็กวัย 15–19 ปี พยายามฆ่าตัวตายสูงถึง 140 ต่อแสน ชี้ปัญหาไม่ได้เกิดจากเรื่องเดียว แนะใช้หลัก “3 ส.” สอดส่องมองหา–ใส่ใจรับฟัง–ส่งต่อเชื่อมโยง เปลี่ยนจาก “รอรักษา” เป็น “เห็นสัญญาณ รีบช่วยกันป้องกัน”

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2569 ที่ร้านดีดีคาเฟ่ อ.เมืองเพชรบูรณ์ เครือข่ายสื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์จัด “สภากาแฟสื่อ ครั้งที่ 8” เปิดวงแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์สุขภาพจิตในพื้นที่ ร่วมกับศูนย์สุขภาพจิตที่ 2 โดยมี ดร.เพ็ญสุภา ไชยเมือง ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 2 นายสุขเสริม ทิพย์ปัญญา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ น.ส.สาวิตรี ฉิมหัวร้อง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 2 และ น.ส.จีราวรรณ กิ่งมะลิ นักวิชาการสาธารณสุข สสจ.เพชรบูรณ์ ร่วมพูดคุย โดยมีสื่อมวลชนเข้าร่วมประมาณ 15 คน




นายสุขเสริม ทิพย์ปัญญา เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่า เพชรบูรณ์มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 10 รายต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานประเทศที่กำหนดไว้ไม่เกิน 7 รายต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่มีผู้พยายามฆ่าตัวตายและได้รับการช่วยเหลือมากกว่า 300 รายต่อปี

กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 15 รายต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่กลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15–19 ปี มีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงประมาณ 140 รายต่อประชากร 100,000 คน สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตจำเป็นต้องได้รับการดูแลตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงระบบบริการสุขภาพ

ด้าน ดร.เพ็ญสุภา ไชยเมือง กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่มีความเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งเรื่องส่วนบุคคล ปัญหาเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว การใช้สารเสพติด รวมถึงเหตุการณ์หรือสถานการณ์กระตุ้นเฉพาะหน้า ดังนั้นการป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่เด็กวัยเรียน พร้อมสร้างระบบเฝ้าระวังและการช่วยเหลือให้เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลคนรอบข้างได้ด้วยหลัก “3 ส.” ได้แก่ สอดส่องมองหา – ใส่ใจรับฟัง – ส่งต่อเชื่อมโยง หากพบคนใกล้ตัวมีสัญญาณความทุกข์หรือความเสี่ยง ควรเข้าไปพูดคุย รับฟังโดยไม่ตัดสิน และประสานผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

การจัด “สภากาแฟสื่อ ครั้งที่ 8” จึงมุ่งใช้เวทีสื่อมวลชนเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและสะท้อนปัญหาสำคัญของจังหวัด พร้อมเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสื่อ หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องสุขภาพจิต และขยับจากการ “รอให้เกิดปัญหาแล้วรักษา” ไปสู่การ “เห็นสัญญาณเตือนและช่วยกันป้องกันตั้งแต่ต้น”

เปิดแผล “มะขามหวานเพชรบูรณ์” วิกฤติหนัก วัตถุดิบขาด-ต้นทุนพุ่ง ผู้ประกอบการถึงขั้นคิดขายธุรกิจ







เปิดแผล “มะขามหวานเพชรบูรณ์” วิกฤติหนัก วัตถุดิบขาด-ต้นทุนพุ่ง ผู้ประกอบการถึงขั้นคิดขายธุรกิจ

เปิดวง “สภากาแฟสื่อ” ครั้งที่ 7 ถกวิกฤติมะขามหวานเพชรบูรณ์ หลังผู้ประกอบการแปรรูปเจอปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน ขณะที่เกษตรกรแบกต้นทุนแรงงานและเก็บเกี่ยวพุ่ง เผยบางรายต้องปฏิเสธออเดอร์ หวั่นกระทบมาตรฐานสินค้า หนักสุดถึงขั้นคิดขายธุรกิจมะขามหวานที่ครอบครัวทำมานานกว่า 30 ปี วอนทุกฝ่ายเร่งหาทางรอด ก่อนอุตสาหกรรมมะขามหวานเมืองเพชรบูรณ์สะดุดทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ที่ร้านไนน์แทมมะรินด์ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ มีการจัดกิจกรรม “สภากาแฟสื่อ ครั้งที่ 7” ภายใต้หัวข้อ “ฝ่าวิกฤติมะขามหวานเพชรบูรณ์ : เปิดทุกปัญหา หาทางรอดร่วมกัน” เปิดเวทีให้ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมมะขามหวาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสินค้าสำคัญและอัตลักษณ์ของจังหวัดเพชรบูรณ์

นายชัยวัฒน์ ศรีเทศ กรรมการผู้จัดการบริษัทไนน์แทมมะรินด์ กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์มะขามหวานเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการแปรรูปและห้องเย็นเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะเดียวกันเกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาแรงงานและต้นทุนการเก็บเกี่ยวที่สูงขึ้น ทำให้การรวบรวมมะขามเข้าสู่ระบบมีความยากลำบากมากกว่าเดิม

นอกจากนี้ ในวงสนทนายังมีการสะท้อนถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับการเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติ และกรณีการใช้นอมินีเข้ามาซื้อเหมาสวน โดยเฉพาะสวนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อสังเกตจากวงสนทนาและจำเป็นต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจน

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า ปัญหาของผู้ประกอบการไม่ได้มีเพียงเรื่องวัตถุดิบ แต่ยังต้องแบกรับต้นทุนหลายด้าน ทั้งค่าแรง ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า รวมถึงค่าตรวจสอบและรับรองมาตรฐานด้านอาหาร ขณะที่การจำหน่ายสินค้าเข้าสู่ห้างค้าปลีกบางช่องทางต้องรอรับชำระเงินนานถึง 30-90 วัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของธุรกิจ

“สถานการณ์หนักจนบางครั้งต้องปฏิเสธคำสั่งซื้อบางส่วน เพราะหากรับออเดอร์เข้ามามากเกินกำลัง แต่ไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพได้ ก็จะกระทบต่อมาตรฐานและชื่อเสียงของแบรนด์” นายชัยวัฒน์กล่าว พร้อมยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นรุนแรงจนเคยพิจารณาขายธุรกิจมะขามหวานของครอบครัว ซึ่งดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 30 ปี

สำหรับแนวทางแก้ไข ที่ประชุมเห็นว่าปัญหามะขามหวานไม่สามารถแก้ได้เฉพาะจุด แต่ต้องเดินหน้าแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่การฟื้นฟูและดูแลสวนมะขาม การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน การสนับสนุนสินเชื่อและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ การลดภาระต้นทุนในการตรวจมาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาตลาดและสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม



ทั้งนี้ วิกฤติที่เกิดขึ้นถูกมองว่าไม่ใช่เพียงปัญหาของเกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของห่วงโซ่มะขามหวานเพชรบูรณ์ ตั้งแต่คนปลูก คนรวบรวม ผู้แปรรูป ไปจนถึงตลาดปลายทาง หากไม่มีการวางระบบและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง อาจกระทบต่ออนาคตของมะขามหวาน ซึ่งเป็นทั้งพืชเศรษฐกิจและสินค้าอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ในระยะยาว

เพชรบูรณ์ จัดใหญ่ “อุ้มพระดำน้ำ” 2569 เสี่ยงทายได้ “กาญจนาคา” เชื่อฝนฟ้าดี-บ้านเมืองร่มเย็น


เปิดตำนานศรัทธา “อุ้มพระดำน้ำ” ประเพณีศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ตลอดวันที่ 8-17 ต.ค. 2569 ผู้ว่าฯ ศรัณยู มีทองคำ ประกอบพิธีเสี่ยงทายโขนหัวเรือ ปรากฏผลปีนี้เลือกใช้หัวโขนเรือ “กาญจนาคา” อัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาลงประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ 11 ต.ค. เชื่อเสริมสิริมงคล ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชผลอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่หอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์ ต.ในเมือง อ.เมืองเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วย ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานประเพณี “อุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2569” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมรับฟัง

ภายในงานมีพิธีสำคัญคือการเสี่ยงทายโขนหัวเรือที่จะใช้ในการอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ณ ท่าวัดโบสถ์ชนะมาร ในวันสารทไทย หรือวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 โดยนายศรัณยู เป็นผู้ประกอบพิธีเสี่ยงทาย ผลปรากฏว่า หัวโขนเรือ “กาญจนาคา” จะถูกนำมาใช้ในพิธีประจำปีนี้

สำหรับกำหนดการจัดงาน เริ่มวันที่ 9 ต.ค. เวลา 18.00 น. มีพิธีรำถวายองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ณ พุทธอุทยานเพชบุระ

วันที่ 10 ต.ค. เวลา 09.09 น. มีพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดไตรภูมิ จากนั้นเวลา 18.00 น. อัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมืองเพชรบูรณ์ พร้อมการแสดงและพิธีเปิดงานบริเวณหน้าวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง และหน้าสวนสาธารณะเพชบุระ

ส่วนไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ วันที่ 11 ต.ค. 2569 ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เวลา 10.09 น. จะมีพิธีอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่ทางน้ำจากท่าวัดไตรภูมิไปยังท่าวัดโบสถ์ชนะมาร เพื่อประกอบ “พิธีอุ้มพระดำน้ำ” ประเพณีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเพชรบูรณ์สืบทอดกันมายาวนาน

จากนั้นวันที่ 12 ต.ค. พบกับการแข่งขันพายเรือทวนน้ำหนึ่งเดียวในโลก ทั้งประเภทเรือสั้นและเรือยาว ณ ท่าวัดไตรภูมิ ขณะที่ระหว่างวันที่ 11-15 ต.ค. เวลา 20.00 น.จะมีการแสดงแสงสีเสียง “ตำนานอุ้มพระดำน้ำ” ณ เวทีกลาง นอกจากนี้ ตลอดวันที่ 8-17ต.ค. ยังมีงานอาหารสะอาด รสชาติอร่อย คาราวานสินค้า และฟรีคอนเสิร์ต บริเวณหอโบราณคดีเพชรบูรณ์อินทราชัย เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้ร่วมสัมผัสบรรยากาศประเพณีสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ คณะผู้ร่วมประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2569 ประกอบด้วย นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ในฐานะเจ้าเมือง, นายโอภาส อุปรี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายเวียง, นายวิศิษฐ์ เบญจพิทักษ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายวัง, นายทวีศักดิ์ รุจิจรรยาวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 6 ฝ่ายคลัง และนายเทพ เพียมะลัง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายนา รวมถึงผู้ทำหน้าที่เทวดา ผู้ลั่นฆ้อง ผู้อ่านคำเสี่ยงทาย และผู้อ่านคำอธิษฐาน

สำหรับ “ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ” มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ในอดีตชาวบ้านออกหาปลาในแม่น้ำป่าสัก ก่อนเกิดเหตุอัศจรรย์ สายน้ำเกิดหมุนวน มีทรายพุ่งขึ้นมา และปรากฏองค์พระพุทธรูปลอยขึ้นเหนือน้ำ ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่วัดไตรภูมิ แต่ในปีต่อมา ซึ่งตรงกับวันแรม15ค่ำเดือน 10 องค์พระพุทธรูปกลับหายไปจากวัด ก่อนมีผู้พบว่าพระองค์ลงไปดำผุดดำว่ายอยู่กลางแม่น้ำป่าสักบริเวณเดิม ชาวบ้านจึงอัญเชิญกลับมาประดิษฐานและถวายนามว่า “พระพุทธมหาธรรมราชา”นับแต่นั้นเป็นต้นมาเจ้าเมืองเพชรบูรณ์จะอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาลงประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำในวันสารทไทยของทุกปี ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข และปราศจากโรคภัย จนกลายเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน

ข่าวอัพเดท

“ดร.บุญทรัพย์” ชู 7 นโยบาย ชิงเก้าอี้อธิการบดี มรภ.เพชรบูรณ์ ลั่นพัฒนาคน ยกระดับมหาวิทยาลัย เชื่อมท้องถิ่นสู่สากล

” ดร.บุญทรัพย์” ชู 7 นโยบาย ชิงเก้าอี้อธิการบดี มรภ.เพชรบูรณ์ ลั่นพัฒนาคน ยกระดับมหาวิทยาลัย เชื่อมท้องถิ่นสู่สากล ดร.บุญทรัพย์ พานิชการ ผู้...

บทความยอดนิยม